มะเร็ง

December 12, 2009

เมื่อสงสัยว่าเป็นมะเร็ง

เมื่อสงสัยว่าเป็นมะเร็ง
ปัจจุบันนี้เมื่อผู้ป่วยส่วนหนึ่งตรวจพบตัวเองว่ามีความผิดปกติ เช่น มีก้อนเนื้อหรือมีแผลเรื้อรังหรือได้รับการตรวจวินิจฉัยจากแพทย์ว่าอาจจะต้องมีการตรวจเพิ่มเติม เพื่อช่วยวินิจฉัยว่าเป็นโรคมะเร็งหรือไม่นั้น ได้สร้างความวิตกกังวลให้แก่ผู้ป่วยเป็นจำนวนมากค่ะ มีผู้ป่วยหลายคนถึงกับเลิกการตรวจเพิ่มเติมเนื่องจากความกลัว สิ่งเหล่านี้ทำให้การพบของโรคในระยะเริ่มแรกเป็นไปได้ยาก ดังนั้นเมื่อคุณสงสัยว่าเป็นมะเร็งสิ่งที่คุณควรกระทำก็คือ
1. ศึกษาความรู้เกี่ยวกับมะเร็งในระบบนั้น ๆ ค่ะ
2. มีความมั่นใจว่าอาจจะไม่ใช่มะเร็ง
3. เตรียมใจว่าเป็นมะเร็งจะทำอย่างไร

และเมื่อแพทย์นัดฟังผลการวินิจฉัยเพื่อเตรียมการรักษาใด ๆ ก็ตาม ข้อควรปฏิบัติที่สำคัญที่สุด คือ ควรพาญาติพี่น้องหรือเพื่อนสนิทไปด้วยค่ะ เพื่อช่วยกันฟังและเตรียมการในการรักษาให้ถูกต้อง แต่มีผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยที่ไม่ต้องการให้ญาติของตนเองทราบการวินิจฉัย ต้องการเก็บไว้เป็นความลับและบางครั้งญาติก็ไม่ต้องการให้ผู้ป่วยทราบการวินิจฉัย ซึ่งล้วนแล้วแต่ไม่ถูกต้องค่ะเพราะการรักษาโรคมะเร็งจำเป็นต้องมีความเข้าใจ ช่วยกันดูแลระหว่างแพทย์, ญาติผู้ป่วยและตัวผู้ป่วยเองค่ะ เพื่อจะได้เข้าใจสภาวะการณ์ของโรค จะได้ไม่วิตกกังวลจน เกินเหตุ ทั้งนี้ผู้ป่วยส่วนใหญ่เมื่อได้รับคำวินิจฉัยแล้วก็มักจะเกิดอาการวิตกกังวลมากค่ะ บางรายก็บอกว่าหูอื้อถึงกับฟังอะไรไม่ได้ยินอีกแล้ว มีความรู้สึกกังวลจนกระทั่งเดินออกจากห้องแพทย์ก็จำไม่ได้ว่าตัวเองจะต้องทำอย่างไรต่อไป บางรายก็ไม่ทราบพยากรณ์โรคของตัวเอง หรือไม่ทราบว่าโรคของตนเองอยู่ในระยะใด ทำให้เกิดความกังวลมากขึ้น และเป็นที่น่าแปลกใจค่ะว่า คนไทยเราส่วนใหญ่ไม่ค่อยกล้าที่จะถาม หรือแม้กระทั่งว่าได้รับการรักษาจนเสร็จสิ้นแล้ว เช่น ได้ รับการผ่าตัด, ได้รับยาเคมีบำบัดแล้วก็ยังไม่รู้ว่าตัวเองเป็นมะเร็งในระยะใด และหากยิ่งทราบความรุนแรงของโรคก็ยิ่งทำให้ผู้ป่วยรับสภาพไม่ได้มากยิ่งขึ้น
การบอกการวินิจฉัยโรคมะเร็งแก่ ผู้ป่วยโดยตรงเป็นเรื่องยาก เพราะผู้ป่วยมักจะยอมรับไม่ได้ การนำญาติไปด้วยและแพทย์ได้มีโอกาสคุยกับญาติพี่น้อง ก็จะเป็นการดีที่แพทย์จะได้บอกถึงสภาวะโรคที่เป็นจริงค่ะ ทั้งนี้เพราะการบอกข่าวการเป็นโรคมะเร็งจะทำให้ผู้ป่วยยอมรับสภาพไม่ได้ ในผู้ป่วยที่มีความพร้อมควรจะถามแพทย์ว่า ผู้ป่วยเป็นเนื้องอกชนิดไหน อยู่ในระยะใด มีการ แพร่กระจายไปที่อื่นด้วยหรือไม่ และมีโอกาสที่จะรักษาให้หายขาดได้หรือไม่ มีวิธีการรักษากี่วิธี ซึ่งผู้ป่วยมีสิทธิในการซักถามเกี่ยวกับวิธีการที่ใช้ในการรักษาที่มาตรฐาน หรือวิธีรักษาที่อยู่ในการวิจัย หรือวิธีที่คิดว่าน่าจะได้ผลมากกว่า และมีข้อดีข้อเสียอย่างไร โดยไม่ต้องกลัวหรืออายหรือเกรงว่าแพทย์จะไม่พอใจนะคะ ทั้งนี้เพราะจะเป็นประโยชน์สำหรับตัวผู้ป่วยเอง

Powered by WordPress