<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>มะเร็ง</title>
	<atom:link href="http://wellnessidol.statgoal.com/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://wellnessidol.statgoal.com</link>
	<description>มะเร็ง โรคร้ายเรามาช่วยกันต่อต้านกันเถอะ</description>
	<lastBuildDate>Sat, 12 Dec 2009 07:04:11 +0000</lastBuildDate>
	<generator>http://wordpress.org/?v=2.8.4</generator>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
			<item>
		<title>ความอ้วนกับความรัก</title>
		<link>http://wellnessidol.statgoal.com/2009/12/12/%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%ad%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%81/</link>
		<comments>http://wellnessidol.statgoal.com/2009/12/12/%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%ad%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%81/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 12 Dec 2009 07:04:11 +0000</pubDate>
		<dc:creator>karchnon</dc:creator>
				<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>
		<category><![CDATA[ความอ้วนกับความรัก]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://wellnessidol.statgoal.com/2009/12/12/%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%ad%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%81/</guid>
		<description><![CDATA[ความอ้วนกับความรัก 
กับคนที่ไม่เคยเกิดมาอ้วน คงไม่เข้าใจถึงความอัดอั้นตันใจ หดหู่ ไร้ความหวัง ยามที่คนอ้วนคนหนึ่งรักใครสักคน&#8230;
ความรักที่ไม่อาจจะหยุดยั้งความรู้สึกนั้นได้ แม้บางครั้ง ในสายตาหลายๆคน มองเราเป็นเพียงหมาที่แหงนมองหาเครื่องบินที่ล่องลอยอยู่บนฟ้า เพียงหวังว่าวันหนึ่งวันใด เครื่องบินจะตกลงมาให้ได้ชื่นชม
ใครหลายคน คอยให้กำลังใจว่า อ้วนนะไม่เกี่ยวกับความรัก ความจริงใจ ความดี ความเป็นสุภาพบุรุษ และความอะไรอีกสาระพัดความ แต่ตัวเราก็เฝ้าวนเวียนอยู่ถึงความอ้วน
คิดแต่ว่า คงไม่มีใครชอบคนอ้วน ไม่มีแน่ๆ ไม่มีอย่างที่สุด
คิดหมุนวนกลับไปกลับมา เป็นวัฏสงสารทางความคิด ที่ไม่รู้ว่าอะไรเป็นเหตุ อะไรเป็นผล
ขนาดคิดมากขนาดนั้น ไม่เชื่อตัวเองปานนั้น ยังอุตส่าห์ ริอ่านที่จะมีรัก&#8230;
เพียงเพื่อให้ รักนั่นจบลงด้วยความผิดหวัง ครั้งแล้วครั้งเล่า แล้วก็โยนความผิดให้กับความอ้วน จนกลายเป็นคนไร้ความมั่นใจในตัวเองไปเสียสิ้น
แน่นอน ทุกคนมีสิทธิที่จะรัก แต่คนที่ถูกเรารัก ก็มีสิทธิที่จะเลือก และใครๆก็อยากได้ทางเลือกที่ดีกว่า
และในสังคมคลั่งผอม ย่อมมีน้อยราย ที่จะเลือกคนอ้วน 
ทั้งๆที่จริง ความรักไม่น่าจะแปรผกผันไปกับความหนาของเอว ไม่ได้ทำให้ทัศนคติเปลี่ยนเฉ ไม่ทำให้ใครเป็นคนดีคนร้าย ไม่ได้มีผลต่อความห่วงใยใฝ่ถนอม
แต่สุดท้าย กลับเป็นปัจจัยในการตัดสินในการเลือกที่จะรักใครสักคน
ดอกไม้ ถูกคัดเลือกจากสีสรรพรรณรายภายนอก โดยไม่คำนึงว่า เมื่อได้ดอมดมแล้ว มันจะหอมหรือจะเหม็นอย่างไร
เพียงแต่ว่า เมื่อดมแล้วหอม ก็ถนอมชื่นชูกันต่อไป แต่หากเหม็นแล้วไซร์ ก็ถูกทอดทิ้งไป เพราะมันไม่เหมือนดั่งในฝัน
ขณะที่ ดอกไม้ที่อาจจะหอมยิ่งกว่าดอกไม้ทั้งหมดที่ถูกเลือก แต่สีสรรไม่สวยบาดใจ ก็ถูกเมินทอดทิ้งไปอย่างน่าเสียดาย
มิใย [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ความอ้วนกับความรัก </p>
<p>กับคนที่ไม่เคยเกิดมาอ้วน คงไม่เข้าใจถึงความอัดอั้นตันใจ หดหู่ ไร้ความหวัง ยามที่คนอ้วนคนหนึ่งรักใครสักคน&#8230;<br />
ความรักที่ไม่อาจจะหยุดยั้งความรู้สึกนั้นได้ แม้บางครั้ง ในสายตาหลายๆคน มองเราเป็นเพียงหมาที่แหงนมองหาเครื่องบินที่ล่องลอยอยู่บนฟ้า เพียงหวังว่าวันหนึ่งวันใด เครื่องบินจะตกลงมาให้ได้ชื่นชม<br />
ใครหลายคน คอยให้กำลังใจว่า อ้วนนะไม่เกี่ยวกับความรัก ความจริงใจ ความดี ความเป็นสุภาพบุรุษ และความอะไรอีกสาระพัดความ แต่ตัวเราก็เฝ้าวนเวียนอยู่ถึงความอ้วน<br />
คิดแต่ว่า คงไม่มีใครชอบคนอ้วน ไม่มีแน่ๆ ไม่มีอย่างที่สุด<br />
คิดหมุนวนกลับไปกลับมา เป็นวัฏสงสารทางความคิด ที่ไม่รู้ว่าอะไรเป็นเหตุ อะไรเป็นผล<br />
ขนาดคิดมากขนาดนั้น ไม่เชื่อตัวเองปานนั้น ยังอุตส่าห์ ริอ่านที่จะมีรัก&#8230;<br />
เพียงเพื่อให้ รักนั่นจบลงด้วยความผิดหวัง ครั้งแล้วครั้งเล่า แล้วก็โยนความผิดให้กับความอ้วน จนกลายเป็นคนไร้ความมั่นใจในตัวเองไปเสียสิ้น<br />
แน่นอน ทุกคนมีสิทธิที่จะรัก แต่คนที่ถูกเรารัก ก็มีสิทธิที่จะเลือก และใครๆก็อยากได้ทางเลือกที่ดีกว่า<br />
และในสังคมคลั่งผอม ย่อมมีน้อยราย ที่จะเลือกคนอ้วน </p>
<p>ทั้งๆที่จริง ความรักไม่น่าจะแปรผกผันไปกับความหนาของเอว ไม่ได้ทำให้ทัศนคติเปลี่ยนเฉ ไม่ทำให้ใครเป็นคนดีคนร้าย ไม่ได้มีผลต่อความห่วงใยใฝ่ถนอม<br />
แต่สุดท้าย กลับเป็นปัจจัยในการตัดสินในการเลือกที่จะรักใครสักคน<br />
ดอกไม้ ถูกคัดเลือกจากสีสรรพรรณรายภายนอก โดยไม่คำนึงว่า เมื่อได้ดอมดมแล้ว มันจะหอมหรือจะเหม็นอย่างไร<br />
เพียงแต่ว่า เมื่อดมแล้วหอม ก็ถนอมชื่นชูกันต่อไป แต่หากเหม็นแล้วไซร์ ก็ถูกทอดทิ้งไป เพราะมันไม่เหมือนดั่งในฝัน<br />
ขณะที่ ดอกไม้ที่อาจจะหอมยิ่งกว่าดอกไม้ทั้งหมดที่ถูกเลือก แต่สีสรรไม่สวยบาดใจ ก็ถูกเมินทอดทิ้งไปอย่างน่าเสียดาย<br />
มิใย ทำให้หลายๆคน บ้าคลั่งยามเมื่อเอวหนาขึ้น 1-2 นิ้ว กลัวว่ามันจะเป็นสาเหตุที่ทำให้ถูกทอดทิ้ง น่าเสียดาย ที่คนเหล่านั้น ใส่ใจกับสีสรรพรรณราย มากกว่าความหอม ที่มีเสน่ห์ล่ำลึกยิ่งกว่า<br />
เราจะกล่าวโทษใครได้ เมื่อขนบของสังคมยอมรับว่า ความอ้วนคือความน่าเกลียด คนอ้วนคือผู้พ่ายแพ้ ทั้งๆที่คุณค่าของเขาอาจจะมากล้นพ้นทวี แต่ถูกมองข้ามไปอย่างน่าเสียดาย<br />
แล้ว คนอ้วน ก็ต้องหามุมเหงาๆ อยู่คนเดียว อย่างเจียมเนื้อเจียมตัว</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://wellnessidol.statgoal.com/2009/12/12/%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%ad%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%81/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เมื่อสงสัยว่าเป็นมะเร็ง</title>
		<link>http://wellnessidol.statgoal.com/2009/12/12/%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%aa%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b8%a7%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b9%87/</link>
		<comments>http://wellnessidol.statgoal.com/2009/12/12/%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%aa%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b8%a7%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b9%87/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 12 Dec 2009 07:03:58 +0000</pubDate>
		<dc:creator>karchnon</dc:creator>
				<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>
		<category><![CDATA[เมื่อสงสัยว่าเป็นมะเร็ง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://wellnessidol.statgoal.com/2009/12/12/%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%aa%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b8%a7%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b9%87/</guid>
		<description><![CDATA[เมื่อสงสัยว่าเป็นมะเร็ง
ปัจจุบันนี้เมื่อผู้ป่วยส่วนหนึ่งตรวจพบตัวเองว่ามีความผิดปกติ เช่น มีก้อนเนื้อหรือมีแผลเรื้อรังหรือได้รับการตรวจวินิจฉัยจากแพทย์ว่าอาจจะต้องมีการตรวจเพิ่มเติม เพื่อช่วยวินิจฉัยว่าเป็นโรคมะเร็งหรือไม่นั้น ได้สร้างความวิตกกังวลให้แก่ผู้ป่วยเป็นจำนวนมากค่ะ มีผู้ป่วยหลายคนถึงกับเลิกการตรวจเพิ่มเติมเนื่องจากความกลัว สิ่งเหล่านี้ทำให้การพบของโรคในระยะเริ่มแรกเป็นไปได้ยาก ดังนั้นเมื่อคุณสงสัยว่าเป็นมะเร็งสิ่งที่คุณควรกระทำก็คือ
 1. ศึกษาความรู้เกี่ยวกับมะเร็งในระบบนั้น ๆ ค่ะ
 2. มีความมั่นใจว่าอาจจะไม่ใช่มะเร็ง
 3. เตรียมใจว่าเป็นมะเร็งจะทำอย่างไร 
 และเมื่อแพทย์นัดฟังผลการวินิจฉัยเพื่อเตรียมการรักษาใด ๆ ก็ตาม ข้อควรปฏิบัติที่สำคัญที่สุด คือ ควรพาญาติพี่น้องหรือเพื่อนสนิทไปด้วยค่ะ เพื่อช่วยกันฟังและเตรียมการในการรักษาให้ถูกต้อง แต่มีผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยที่ไม่ต้องการให้ญาติของตนเองทราบการวินิจฉัย ต้องการเก็บไว้เป็นความลับและบางครั้งญาติก็ไม่ต้องการให้ผู้ป่วยทราบการวินิจฉัย ซึ่งล้วนแล้วแต่ไม่ถูกต้องค่ะเพราะการรักษาโรคมะเร็งจำเป็นต้องมีความเข้าใจ ช่วยกันดูแลระหว่างแพทย์, ญาติผู้ป่วยและตัวผู้ป่วยเองค่ะ เพื่อจะได้เข้าใจสภาวะการณ์ของโรค จะได้ไม่วิตกกังวลจน เกินเหตุ ทั้งนี้ผู้ป่วยส่วนใหญ่เมื่อได้รับคำวินิจฉัยแล้วก็มักจะเกิดอาการวิตกกังวลมากค่ะ บางรายก็บอกว่าหูอื้อถึงกับฟังอะไรไม่ได้ยินอีกแล้ว มีความรู้สึกกังวลจนกระทั่งเดินออกจากห้องแพทย์ก็จำไม่ได้ว่าตัวเองจะต้องทำอย่างไรต่อไป บางรายก็ไม่ทราบพยากรณ์โรคของตัวเอง หรือไม่ทราบว่าโรคของตนเองอยู่ในระยะใด ทำให้เกิดความกังวลมากขึ้น และเป็นที่น่าแปลกใจค่ะว่า คนไทยเราส่วนใหญ่ไม่ค่อยกล้าที่จะถาม หรือแม้กระทั่งว่าได้รับการรักษาจนเสร็จสิ้นแล้ว เช่น ได้ รับการผ่าตัด, ได้รับยาเคมีบำบัดแล้วก็ยังไม่รู้ว่าตัวเองเป็นมะเร็งในระยะใด และหากยิ่งทราบความรุนแรงของโรคก็ยิ่งทำให้ผู้ป่วยรับสภาพไม่ได้มากยิ่งขึ้น
 การบอกการวินิจฉัยโรคมะเร็งแก่ ผู้ป่วยโดยตรงเป็นเรื่องยาก เพราะผู้ป่วยมักจะยอมรับไม่ได้ การนำญาติไปด้วยและแพทย์ได้มีโอกาสคุยกับญาติพี่น้อง ก็จะเป็นการดีที่แพทย์จะได้บอกถึงสภาวะโรคที่เป็นจริงค่ะ ทั้งนี้เพราะการบอกข่าวการเป็นโรคมะเร็งจะทำให้ผู้ป่วยยอมรับสภาพไม่ได้ ในผู้ป่วยที่มีความพร้อมควรจะถามแพทย์ว่า ผู้ป่วยเป็นเนื้องอกชนิดไหน อยู่ในระยะใด [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>เมื่อสงสัยว่าเป็นมะเร็ง<br />
ปัจจุบันนี้เมื่อผู้ป่วยส่วนหนึ่งตรวจพบตัวเองว่ามีความผิดปกติ เช่น มีก้อนเนื้อหรือมีแผลเรื้อรังหรือได้รับการตรวจวินิจฉัยจากแพทย์ว่าอาจจะต้องมีการตรวจเพิ่มเติม เพื่อช่วยวินิจฉัยว่าเป็นโรคมะเร็งหรือไม่นั้น ได้สร้างความวิตกกังวลให้แก่ผู้ป่วยเป็นจำนวนมากค่ะ มีผู้ป่วยหลายคนถึงกับเลิกการตรวจเพิ่มเติมเนื่องจากความกลัว สิ่งเหล่านี้ทำให้การพบของโรคในระยะเริ่มแรกเป็นไปได้ยาก ดังนั้นเมื่อคุณสงสัยว่าเป็นมะเร็งสิ่งที่คุณควรกระทำก็คือ<br />
 1. ศึกษาความรู้เกี่ยวกับมะเร็งในระบบนั้น ๆ ค่ะ<br />
 2. มีความมั่นใจว่าอาจจะไม่ใช่มะเร็ง<br />
 3. เตรียมใจว่าเป็นมะเร็งจะทำอย่างไร </p>
<p> และเมื่อแพทย์นัดฟังผลการวินิจฉัยเพื่อเตรียมการรักษาใด ๆ ก็ตาม ข้อควรปฏิบัติที่สำคัญที่สุด คือ ควรพาญาติพี่น้องหรือเพื่อนสนิทไปด้วยค่ะ เพื่อช่วยกันฟังและเตรียมการในการรักษาให้ถูกต้อง แต่มีผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยที่ไม่ต้องการให้ญาติของตนเองทราบการวินิจฉัย ต้องการเก็บไว้เป็นความลับและบางครั้งญาติก็ไม่ต้องการให้ผู้ป่วยทราบการวินิจฉัย ซึ่งล้วนแล้วแต่ไม่ถูกต้องค่ะเพราะการรักษาโรคมะเร็งจำเป็นต้องมีความเข้าใจ ช่วยกันดูแลระหว่างแพทย์, ญาติผู้ป่วยและตัวผู้ป่วยเองค่ะ เพื่อจะได้เข้าใจสภาวะการณ์ของโรค จะได้ไม่วิตกกังวลจน เกินเหตุ ทั้งนี้ผู้ป่วยส่วนใหญ่เมื่อได้รับคำวินิจฉัยแล้วก็มักจะเกิดอาการวิตกกังวลมากค่ะ บางรายก็บอกว่าหูอื้อถึงกับฟังอะไรไม่ได้ยินอีกแล้ว มีความรู้สึกกังวลจนกระทั่งเดินออกจากห้องแพทย์ก็จำไม่ได้ว่าตัวเองจะต้องทำอย่างไรต่อไป บางรายก็ไม่ทราบพยากรณ์โรคของตัวเอง หรือไม่ทราบว่าโรคของตนเองอยู่ในระยะใด ทำให้เกิดความกังวลมากขึ้น และเป็นที่น่าแปลกใจค่ะว่า คนไทยเราส่วนใหญ่ไม่ค่อยกล้าที่จะถาม หรือแม้กระทั่งว่าได้รับการรักษาจนเสร็จสิ้นแล้ว เช่น ได้ รับการผ่าตัด, ได้รับยาเคมีบำบัดแล้วก็ยังไม่รู้ว่าตัวเองเป็นมะเร็งในระยะใด และหากยิ่งทราบความรุนแรงของโรคก็ยิ่งทำให้ผู้ป่วยรับสภาพไม่ได้มากยิ่งขึ้น<br />
 การบอกการวินิจฉัยโรคมะเร็งแก่ ผู้ป่วยโดยตรงเป็นเรื่องยาก เพราะผู้ป่วยมักจะยอมรับไม่ได้ การนำญาติไปด้วยและแพทย์ได้มีโอกาสคุยกับญาติพี่น้อง ก็จะเป็นการดีที่แพทย์จะได้บอกถึงสภาวะโรคที่เป็นจริงค่ะ ทั้งนี้เพราะการบอกข่าวการเป็นโรคมะเร็งจะทำให้ผู้ป่วยยอมรับสภาพไม่ได้ ในผู้ป่วยที่มีความพร้อมควรจะถามแพทย์ว่า ผู้ป่วยเป็นเนื้องอกชนิดไหน อยู่ในระยะใด มีการ แพร่กระจายไปที่อื่นด้วยหรือไม่ และมีโอกาสที่จะรักษาให้หายขาดได้หรือไม่ มีวิธีการรักษากี่วิธี ซึ่งผู้ป่วยมีสิทธิในการซักถามเกี่ยวกับวิธีการที่ใช้ในการรักษาที่มาตรฐาน หรือวิธีรักษาที่อยู่ในการวิจัย หรือวิธีที่คิดว่าน่าจะได้ผลมากกว่า และมีข้อดีข้อเสียอย่างไร โดยไม่ต้องกลัวหรืออายหรือเกรงว่าแพทย์จะไม่พอใจนะคะ ทั้งนี้เพราะจะเป็นประโยชน์สำหรับตัวผู้ป่วยเอง</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://wellnessidol.statgoal.com/2009/12/12/%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%aa%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b8%a7%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b9%87/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ลดความอ้วนด้วยโปรตีน</title>
		<link>http://wellnessidol.statgoal.com/2009/12/12/%e0%b8%a5%e0%b8%94%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%ad%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%99%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b9%82%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%95%e0%b8%b5%e0%b8%99/</link>
		<comments>http://wellnessidol.statgoal.com/2009/12/12/%e0%b8%a5%e0%b8%94%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%ad%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%99%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b9%82%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%95%e0%b8%b5%e0%b8%99/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 12 Dec 2009 07:03:43 +0000</pubDate>
		<dc:creator>karchnon</dc:creator>
				<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>
		<category><![CDATA[ลดความอ้วนด้วยโปรตีน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://wellnessidol.statgoal.com/2009/12/12/%e0%b8%a5%e0%b8%94%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%ad%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%99%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b9%82%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%95%e0%b8%b5%e0%b8%99/</guid>
		<description><![CDATA[ลดความอ้วนด้วยโปรตีน
การรับประทานอาหารแบบเน้นโปรตีน (High-protein diet)
เป็นที่รู้จักมานานแล้ว ในแวดวงนักกีฬาและการเพาะกาย
ก่อนที่คนทั่วไปจะรู้จักในชื่อของ ดร. แอตกิน (Atkin)
ว่าการทานอาหารแบบนี้ไม่เพียงจะช่วยในการเสริมสร้างกล้ามเนื้อ
แต่ยังช่วยลดสัดส่วนไขมันของร่างกายด้วย 
มีการศึกษาจำนวนมากพบว่า การทานอาหารแบบเน้นโปรตีนมีผลเป็นนัยสำคัญกับการลดปริมาณไขมันสะสมในร่างกาย
ผลการวิจัยล่าสุดจากคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยวอชิงตัน เผยว่า
การทานอาหารแบบเน้นโปรตีนจะช่วยลดความอยากอาหาร
ส่งผลให้เราได้รับปริมาณแคลอรีลดลง
นักวิจัยให้ผู้เข้าร่วมการทดลองทานอาหารแบบเน้นโปรตีน
โดยมีโปรตีน 30% ของมื้ออาหาร และไม่จำกัดปริมาณแคลอรีที่กินในมื้อนั้นๆ
(แต่คงสัดส่วนของโปรตีนไว้ที่ 30%) ใช้เวลาทดลอง 12 สัปดาห์ (ประมาณ 3
เดือน) พบว่าผู้เข้าร่วมการทดลองได้รับพลังงานลดลงเฉลี่ยคนละ 450
แคลอรี/วัน ทำให้น้ำหนักลดลงหลายกิโล
และส่วนใหญ่จะเป็นน้ำหนักของไขมันที่สะสมในร่างกาย (bodyfat)
นอกจากนั้น การวิจัยอีกชิ้นจากฝรั่งเศสพบว่า โปรตีนจะช่วยกระตุ้นระบบการทำงานในร่างกายให้เพิ่มการผลิตกลูโคส จากนั้นกลูโคสจะเดินทางไปที่ตับ และกระตุ้นให้ร่างกายรู้สึกอิ่ม ก่อนจะส่งสัญญาณไปยังสมองว่าหยุดทานอาหารได้แล้ว 
จากผลการวิจัยดังกล่าวสามารถสรุปได้
การทานอาหารแบบเน้นโปรตีนช่วยลดความอ้วนได้
ไม่ว่าสาเหตุจะมาจากสมองสั่งให้หยุดทานอาหารเร็วขึ้น
หรือการที่ร่างกายไปดึงไขมันสะสมออกมาใช้ hairby
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ลดความอ้วนด้วยโปรตีน<br />
การรับประทานอาหารแบบเน้นโปรตีน (High-protein diet)<br />
เป็นที่รู้จักมานานแล้ว ในแวดวงนักกีฬาและการเพาะกาย<br />
ก่อนที่คนทั่วไปจะรู้จักในชื่อของ ดร. แอตกิน (Atkin)<br />
ว่าการทานอาหารแบบนี้ไม่เพียงจะช่วยในการเสริมสร้างกล้ามเนื้อ<br />
แต่ยังช่วยลดสัดส่วนไขมันของร่างกายด้วย </p>
<p>มีการศึกษาจำนวนมากพบว่า การทานอาหารแบบเน้นโปรตีนมีผลเป็นนัยสำคัญกับการลดปริมาณไขมันสะสมในร่างกาย<br />
ผลการวิจัยล่าสุดจากคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยวอชิงตัน เผยว่า<br />
การทานอาหารแบบเน้นโปรตีนจะช่วยลดความอยากอาหาร<br />
ส่งผลให้เราได้รับปริมาณแคลอรีลดลง<br />
นักวิจัยให้ผู้เข้าร่วมการทดลองทานอาหารแบบเน้นโปรตีน<br />
โดยมีโปรตีน 30% ของมื้ออาหาร และไม่จำกัดปริมาณแคลอรีที่กินในมื้อนั้นๆ<br />
(แต่คงสัดส่วนของโปรตีนไว้ที่ 30%) ใช้เวลาทดลอง 12 สัปดาห์ (ประมาณ 3<br />
เดือน) พบว่าผู้เข้าร่วมการทดลองได้รับพลังงานลดลงเฉลี่ยคนละ 450<br />
แคลอรี/วัน ทำให้น้ำหนักลดลงหลายกิโล<br />
และส่วนใหญ่จะเป็นน้ำหนักของไขมันที่สะสมในร่างกาย (bodyfat)</p>
<p>นอกจากนั้น การวิจัยอีกชิ้นจากฝรั่งเศสพบว่า โปรตีนจะช่วยกระตุ้นระบบการทำงานในร่างกายให้เพิ่มการผลิตกลูโคส จากนั้นกลูโคสจะเดินทางไปที่ตับ และกระตุ้นให้ร่างกายรู้สึกอิ่ม ก่อนจะส่งสัญญาณไปยังสมองว่าหยุดทานอาหารได้แล้ว </p>
<p>จากผลการวิจัยดังกล่าวสามารถสรุปได้<br />
การทานอาหารแบบเน้นโปรตีนช่วยลดความอ้วนได้<br />
ไม่ว่าสาเหตุจะมาจากสมองสั่งให้หยุดทานอาหารเร็วขึ้น<br />
หรือการที่ร่างกายไปดึงไขมันสะสมออกมาใช้ hairby</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://wellnessidol.statgoal.com/2009/12/12/%e0%b8%a5%e0%b8%94%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%ad%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%99%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b9%82%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%95%e0%b8%b5%e0%b8%99/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>อาหาร 3 หมู่หลัก ที่ช่วยให้พลังงาน</title>
		<link>http://wellnessidol.statgoal.com/2009/12/12/%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3-3-%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b9%88%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%81-%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%8a%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b9%83/</link>
		<comments>http://wellnessidol.statgoal.com/2009/12/12/%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3-3-%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b9%88%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%81-%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%8a%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b9%83/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 12 Dec 2009 07:03:19 +0000</pubDate>
		<dc:creator>karchnon</dc:creator>
				<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>
		<category><![CDATA[อาหาร 3 หมู่หลัก ที่ช่วยให้พลังงาน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://wellnessidol.statgoal.com/2009/12/12/%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3-3-%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b9%88%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%81-%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%8a%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b9%83/</guid>
		<description><![CDATA[อาหาร 3 หมู่หลัก ที่ช่วยให้พลังงาน
ในแต่ละวันปริมาณของพลังงานขั้นต่ำสุด ที่ถือว่าเพียงพอต่อร่างกายผู้หญิงจะอยู่ที่ 25 แคลอรีต่อหนักหนักตัว 1 กิโลกรัม เพราะฉะนั้น ถ้าหากคุณมีน้ำหนักตัว 50 กิโลกรัม คุณควรจะได้รับพลังงานจากอาหาร 1,250 แคลอรี ซึ่งประเภทของอาหารที่ให้พลังงาน ได้แก่
อาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต เช่น ข้าว ข้าวโพด ขนมปัง เส้นก๋วยเตี๋ยวชนิดต่างๆ เผือก มันเทศ ฝรั่ง ผลไม้ที่มีแป้งและน้ำตาลสูง ฯลฯ โดยคาร์โบไฮเดรต 1 กรัมจะให้พลังงานแก่ร่างกาย 4 แคลอรี ตามปกติ คนเรามักจะรับประทานอาหารประเภทนี้เป็นหลัก อย่างไรก็ตาม ในแต่ละวันไม่ควรจะรับประทานคาร์โบเดรตมากเกินครึ่งของแคลอรี่ทั้งหมดที่ร่างกายต้องการ กล่าวคือ หากแบ่งอาหารที่ให้พลังงานทั้งหมดออกเป็น 6 ส่วนใน 3 ส่วน ควรจะเป็นคาร์โบไฮเดรต
อาหารประเภทโปรตีน ได้แก่ เนื้อสัตว์ต่างๆ ไข่ นม ถั่วชนิดต่างๆ ปริมาณของโปรตีน 1 กรัมจะให้พลังงาน 4 แคลอรี โปรตีนนับเป็นสารอาหารที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการเสริมสร้างความเจริญเติบโตของร่างกาย [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>อาหาร 3 หมู่หลัก ที่ช่วยให้พลังงาน<br />
ในแต่ละวันปริมาณของพลังงานขั้นต่ำสุด ที่ถือว่าเพียงพอต่อร่างกายผู้หญิงจะอยู่ที่ 25 แคลอรีต่อหนักหนักตัว 1 กิโลกรัม เพราะฉะนั้น ถ้าหากคุณมีน้ำหนักตัว 50 กิโลกรัม คุณควรจะได้รับพลังงานจากอาหาร 1,250 แคลอรี ซึ่งประเภทของอาหารที่ให้พลังงาน ได้แก่<br />
อาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต เช่น ข้าว ข้าวโพด ขนมปัง เส้นก๋วยเตี๋ยวชนิดต่างๆ เผือก มันเทศ ฝรั่ง ผลไม้ที่มีแป้งและน้ำตาลสูง ฯลฯ โดยคาร์โบไฮเดรต 1 กรัมจะให้พลังงานแก่ร่างกาย 4 แคลอรี ตามปกติ คนเรามักจะรับประทานอาหารประเภทนี้เป็นหลัก อย่างไรก็ตาม ในแต่ละวันไม่ควรจะรับประทานคาร์โบเดรตมากเกินครึ่งของแคลอรี่ทั้งหมดที่ร่างกายต้องการ กล่าวคือ หากแบ่งอาหารที่ให้พลังงานทั้งหมดออกเป็น 6 ส่วนใน 3 ส่วน ควรจะเป็นคาร์โบไฮเดรต<br />
อาหารประเภทโปรตีน ได้แก่ เนื้อสัตว์ต่างๆ ไข่ นม ถั่วชนิดต่างๆ ปริมาณของโปรตีน 1 กรัมจะให้พลังงาน 4 แคลอรี โปรตีนนับเป็นสารอาหารที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการเสริมสร้างความเจริญเติบโตของร่างกาย และช่วยแซมเซลล์ส่วนที่สึกหรอ ฉะนั้นในแต่ละวันจึงควรรับประทานอาหารประเภทนี้อย่างน้อย 2 ใน 6 ส่วนของปริมาณแคลอรีทั้งหมดที่ร่างกายต้องการ<br />
อาหารประเภทไขมัน อย่างเช่น เนย น้ำมันพืช กะทิ และไขมัน สัตว์ต่างๆ ซึ่งล้วนแต่ให้พลังงานสูง ไขมันเพียง 1 กรัม จะให้พลังงานได้ถึง 9 แคลอรี ด้วยเหตุนี้ หากยังต้องการรักษาหุ่นดีๆ ให้อยู่กับคุณนานๆ จึงไม่ควรรับประทานอาหารประเภทนี้ มากเกิน 1 ใน 6 ส่วนของปริมาณแคลอรีทั้งหมด ที่ร่างกายต้องการ<br />
วิตามินและแร่ธาตุที่สำคัญสำหรับผู้หญิง<br />
นอกเหนือจากอาหาร 3 หมู่หลัก ที่ให้พลังงานแล้ว ร่างกายยังมีความต้องการวิตามิน และแร่ธาตุอื่นๆ อีกหลายชนิด ทั้งนี้วิตามิน และแร่ธาตุ ที่จำเป็นสำหรับสรีระร่างกายของผู้หญิงโดยเฉพาะ ได้แก่<br />
โฟเลต ถ้าหากผู้หญิงได้รับวิตามินชนิดนี้น้อยเกินไป พวกเธอจะค่อยๆ เกิดอาการหงุดหงิด กระวนกระวาย และความจำไม่ดี หรือหลงลืมง่าย ยิ่งไปกว่านั้นโฟเลตยังมีความสำคัญต่อพัฒนาการของทารกในครรภ์อีกด้วย ฉะนั้น หญิงมีครรภ์จึงควรบำรุงโฟเลตเยอะๆ ซึ่งแหล่งอาหารที่อุดมด้วยโฟเลตก็คือ ผักสดชนิดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ผักกาดขาว ผักกาดแก้ว คะน้า กวางตุ้ง ใบโหระพา หรือพืชผักในตระกูลถั่ว เช่น ถั่วฝักยาว ถั่วลันเตา ถั่วเขียว นอกจากนั้นเนื้อสัตว์ ตับ นม และเนยแข็งก็มีโฟเลตอยู่มากพอสมควร<br />
อย่างไรก็ดีโมเลกุลของโฟเลตเป็นอะไรที่สูญสลายได้ง่าย แค่คุณประกอบอาหารดังกล่าวด้วยความร้อนสูงเพียง 45 องศา อาหารนั้นก็แทบจะไม่เหลือโฟเลตให้คุณอีกเลย ฉะนั้นหากต้องการให้ได้คุณค่าของโฟเลตอย่างเต็มที่ ก็ควรจะรับประทานแบบสดๆ หรือพยายามให้อาหารผ่านความร้อนน้อยที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกพืชผัก ซึ่งมีผักอยู่หลายชนิดที่เราสามารถนำมารับประทานทั้งที่ยังสดๆ ได้อย่างปลอดภัย แต่สำหรับเนื้อสัตว์ และตับนั้น ห้ามนำมารับประทานแบบดิบๆ อย่างเด็ดขาด<br />
เหล็ก สารอาหารที่จำเป็นต่อการช่วยบำรุงเซลล์เม็ดเลือด ให้มีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง สามารถลำเลียงออกซิเจนไปหล่อเลี้ยงเซลล์ต่างๆ ทั่วร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพ และที่สำคัญสำหรับความเป็นหญิง ผู้ซึ่งต้องสูญเสียเลือด และมีการผลิตเลือดใหม่ในทุกรอบเดือน ยิ่งทำให้ร่างกายไม่อาจขาดธาตุเหล็กได้ แหล่งอาหารที่มีธาตุเหล็กสูง ได้แก่ เนื้อสัตว์ ตับ ไข่แดง ผักใบเขียว ถั่วเหลือง และพืชตระกูลถั่ว อย่างไรตามธาตุเหล็กจะสามารถดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้ดีขึ้น หากได้วิตามินซีเข้ามาช่วย<br />
แคลเซียม แร่ธาตุที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับความแข็งแรงของกระดูก และฟัน เป็นสารอาหารสำคัญอีกตัวหนึ่ง ที่ผู้หญิงไม่ควรขาด เพราะร่างกายของเพศหญิงโดยเฉพาะในวัยที่หมดประจำเดือนไปแล้ว จะมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคกระดูกพรุนได้สูงกว่าชาย ทั้งนี้เป็นผลมาจากการลดลงของฮอร์โมนเอสโตรเจน ทำให้การดูดซึมแคลเซียมเป็นไปได้ยาก แหล่งอาหารที่อุดมด้วยแคลเซียม ซึ่งหลายคนต่างก็รู้ดีว่ามีมากก็คือ นม นอกจากนี้ในพืชผักใบเขียวหลายชนิดอย่าง คะน้า ผักกระเฉด ยอดแค ผักขม ก็เพียบพร้อมไปด้วยแคลเซียมสูง ไม่แพ้นมเช่นกัน<br />
แมกนีเซียม เป็นธาตุอาหารที่มีประโยชน์ต่อการช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงให้แก่กระดูก และฟันอีกตัวหนึ่งโดยจะเข้าไปช่วยทำหน้าที่ควบคุมปริมาณแคลเซียมให้พอเพียงกับร่างกายอย่างสม่ำเสมอ อีกทั้งยังมีส่วนช่วยควบคุมระบบการทำงานของประสาท ที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวของร่างกายด้วย แหล่งของอาหารที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวของร่างกาย ที่มีแมกนีเซียมอยู่มาก ได้แก่ ขนมปังโฮลวีต สาหร่าย กล้วย และผักใบเขียวต่างๆ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://wellnessidol.statgoal.com/2009/12/12/%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3-3-%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b9%88%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%81-%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%8a%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b9%83/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>รูปแบบของไคโตซานที่ผลิตขึ้นมาจำหน่ายในขณะนี้มี 4 รูปแบบ ได้แก่</title>
		<link>http://wellnessidol.statgoal.com/2009/12/12/%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b8%9b%e0%b9%81%e0%b8%9a%e0%b8%9a%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%84%e0%b9%82%e0%b8%95%e0%b8%8b%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b8%b4/</link>
		<comments>http://wellnessidol.statgoal.com/2009/12/12/%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b8%9b%e0%b9%81%e0%b8%9a%e0%b8%9a%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%84%e0%b9%82%e0%b8%95%e0%b8%8b%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b8%b4/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 12 Dec 2009 07:03:06 +0000</pubDate>
		<dc:creator>karchnon</dc:creator>
				<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>
		<category><![CDATA[รูปแบบของไคโตซานที่ผลิตขึ้นมาจำหน่ายในขณะนี้มี 4 รูปแบบ ได้แก่]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://wellnessidol.statgoal.com/2009/12/12/%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b8%9b%e0%b9%81%e0%b8%9a%e0%b8%9a%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%84%e0%b9%82%e0%b8%95%e0%b8%8b%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b8%b4/</guid>
		<description><![CDATA[รูปแบบของไคโตซานที่ผลิตขึ้นมาจำหน่ายในขณะนี้มี 4 รูปแบบ ได้แก่
1. ไคโตซานที่เป็นเกล็ดหรือแผ่นบางเล็กๆ (flake)
     2. ไคโตซานที่เป็นผงละเอียดคล้ายแป้ง (micromilled powder)
     3. ไคโตซานในรูปแบบสารละลายเป็นของเหลวหนืด (solutions) ซึ่งความเข้มข้นอาจจะแตกต่างกันไปตาม  ความต้องการของผู้สั่งซื้อ
     4. ไคโตซานที่อยู่ในรูปเม็ดจิ๋วขนาดประมาณ 300-500 ไมโครเมตร (bead)
     ผลิตภัณฑ์ไคโตซานที่อยู่ในรูป flake , powder , bead นั้นหากเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพสูงจะต้องมีความชื้นต่ำมากคือไม่เกิน 5-10 เปอร์เซ็นต์ หากความชื้นสูงกว่านี้ก็อาจจะทำให้เกิดเชื้อราหรือมีสิ่งปนเปื้อนอื่นๆเข้าไปปะปนอยู่ทำให้คุณภาพด้อยลง หรืออาจจะเกิดความเป็นพิษ เนื่องจากเชื้อรา เชื้อแบคทีเรียหรือสิ่งปนเปื้อนนั้นๆผลิตสารพิษออกมา ความเป็นไปได้ที่จะเกิดการปนเปื้อนของสิ่งไม่พึงประสงค์ในไคโตซานนั้น เนื่องจากวัตถุดิบที่นำมาสกัดนั่นเอง
ปัจจุบันการผลิตสารไคตินและไคโตซานจากเปลือกกุ้งทำโดยการใช้สารเคมีได้แก่ด่างและกรดโดยมีหลักการที่สำคัญคือ
    [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>รูปแบบของไคโตซานที่ผลิตขึ้นมาจำหน่ายในขณะนี้มี 4 รูปแบบ ได้แก่<br />
1. ไคโตซานที่เป็นเกล็ดหรือแผ่นบางเล็กๆ (flake)<br />
     2. ไคโตซานที่เป็นผงละเอียดคล้ายแป้ง (micromilled powder)<br />
     3. ไคโตซานในรูปแบบสารละลายเป็นของเหลวหนืด (solutions) ซึ่งความเข้มข้นอาจจะแตกต่างกันไปตาม  ความต้องการของผู้สั่งซื้อ<br />
     4. ไคโตซานที่อยู่ในรูปเม็ดจิ๋วขนาดประมาณ 300-500 ไมโครเมตร (bead)<br />
     ผลิตภัณฑ์ไคโตซานที่อยู่ในรูป flake , powder , bead นั้นหากเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพสูงจะต้องมีความชื้นต่ำมากคือไม่เกิน 5-10 เปอร์เซ็นต์ หากความชื้นสูงกว่านี้ก็อาจจะทำให้เกิดเชื้อราหรือมีสิ่งปนเปื้อนอื่นๆเข้าไปปะปนอยู่ทำให้คุณภาพด้อยลง หรืออาจจะเกิดความเป็นพิษ เนื่องจากเชื้อรา เชื้อแบคทีเรียหรือสิ่งปนเปื้อนนั้นๆผลิตสารพิษออกมา ความเป็นไปได้ที่จะเกิดการปนเปื้อนของสิ่งไม่พึงประสงค์ในไคโตซานนั้น เนื่องจากวัตถุดิบที่นำมาสกัดนั่นเอง</p>
<p>ปัจจุบันการผลิตสารไคตินและไคโตซานจากเปลือกกุ้งทำโดยการใช้สารเคมีได้แก่ด่างและกรดโดยมีหลักการที่สำคัญคือ<br />
     1. กระบวนการกำจัดโปรตีน (deproteination) โดยการทำปฏิกิริยากับด่าง ซึ่งส่วนใหญ่ใช้โซดาไฟ (NaOH) ในกระบวนการนี้โปรตีนส่วนใหญ่จะถูกขจัดออกไปจากวัตถุดิบพร้อมกันนี้บางส่วนของไขมันและรงควัตถุบางชนิดมีโอกาสถูกขจัดออกไปด้วย การพิจารณาใช้กระะบวนการนี้จะขึ้นอยู่กับประเภทของวัตถุดิบที่จะนำมาใช้<br />
     2. กระบวนการกำจัดเกลือแร่ (demineralization) โดยการนำวัตถุดิบที่ผ่าน กระบวนการกำจัดโปรตีนมาแล้ว มาทำปฏิกิริยากับกรดซึ่งส่วนมากใช้กรดเกลือ (HCL) ทำให้เกลือแร่ส่วนใหญ่ ได้แก่ หินปูน (calcium carbonate, CaCO3) ซึ่งจะถูกกำจัดออกไปโดยเปลี่ยนไปเป็นก๊าซ (chitin)<br />
     3. กระบวนการกำจัดหรือลดหมู่อะซีติล (deacetylation) เป็นการเปลี่ยนแปลงทางเคมีที่ใช้ในการกำจัดหรือลดหมู่อะซีติล (CH3CO-) ที่มีอยู่บนโมเลกุลของไคติน เพื่อให้เกิดเป็นไคโตซาน(chitosan) ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นของหมู่อะมิโน (-NH2) บนโมเลกุลของไคตินและหมู่อะมิโนนี้มีความสามารถในการรับโปรตอนจากสารละลายซึ่งช่วยให้การละลายดีขึ้น เพราะมีสมบัติเป็นประจุบวก (Cation) ส่วนใหญ่เมื่อปริมาณของหมู่อะซีติล ถูกกำจัดไปมากกว่า 60% ขึ้นไป สารไคโตซานที่ได้สามารถละลายได้ในกรดอินทรีย์หลายชนิด การลดหมู่อะซีติลกระทำได้โดยใช้ด่างที่เข้มข้นสูงตั้งแต่ 40% ขึ้นไป ดังนั้นพารามิเตอร์ที่สำคัญในการพิจารณาสารไคโตซานก็คือค่าระดับการกำจัดหมู่อะซีติล (degree of deacetylation , %DD)<br />
     ไคโตซานได้จากปฏิกิริยาการกำจัดหมู่อะซีติล (deacetylation) ของไคตินซึ่งก็คือ พอลิเมอร์ของ(1-4)-2 amino-2 deoxy- b &#8211; D-glucan หรือเรียกง่ายๆว่าพอลิเมอร์ของ (glucosamine) การเกิดไคโตซานนั้นขึ้นอยู่กับปริมาณของการเกิดปฏิกิริยาการกำจัดหมู่อะซีติล (deacetylation ) ซึ่งวัดจากค่าระดับการกำจัดหมู่อะซีติล (degree of deacetylation) การทำปฏิกิริยาการกำจัดหมู่อะซีติล คิดเป็นหน่วยร้อยละ (percentage of degree of deacetylation , %DD) กล่าวคือถ้า %DD เกินกว่า 50% ขึ้นไปแล้วสามารถใช้พอลิเมอร์นั้นทำให้เกิดอนุพันธ์ที่ละลายในกรดอินทรีย์ได้ หรืออาจกล่าวได้ว่าการลดลงของหมู่อะซีติลในไคติน (chitin regenerated) ผลที่ได้คือ การเพิ่มหมู่อะมิโน ซึ่งเป็นการเพิ่มสมบัติการเป็นสารที่มีประจุเป็นบวก (polycationic activity) บนพอลิเมอร์ทำให้เกิดสภาพของการเป็นไคโตซานเพิ่มขึ้น (chitosan generation) เพราะฉะนั้นโครงสร้างของไคโตซานต่างจากไคตินตรงหน่วยที่เป็น glucosamine ในสายพอลิเมอร์เพิ่มมากเกินกว่า 50% ขึ้นไปนั่นเอง<br />
ในอุตสาหกรรมปัจจุบันการผลิตสารไคตินและคโตซานจากเปลือกกุ้งโดยการใช้เคมีสารได้แก่ ด่างและกรด</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://wellnessidol.statgoal.com/2009/12/12/%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b8%9b%e0%b9%81%e0%b8%9a%e0%b8%9a%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%84%e0%b9%82%e0%b8%95%e0%b8%8b%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b8%b4/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>
<center>
  <script type="text/javascript" language="javascript1.1" src="http://tracker.stats.in.th/tracker.php?uid=15788"></script></center>