มะเร็ง

December 12, 2009

ความอ้วนกับความรัก

Filed under: Uncategorized — Tags: — karchnon @ 2:04 am

ความอ้วนกับความรัก

กับคนที่ไม่เคยเกิดมาอ้วน คงไม่เข้าใจถึงความอัดอั้นตันใจ หดหู่ ไร้ความหวัง ยามที่คนอ้วนคนหนึ่งรักใครสักคน…
ความรักที่ไม่อาจจะหยุดยั้งความรู้สึกนั้นได้ แม้บางครั้ง ในสายตาหลายๆคน มองเราเป็นเพียงหมาที่แหงนมองหาเครื่องบินที่ล่องลอยอยู่บนฟ้า เพียงหวังว่าวันหนึ่งวันใด เครื่องบินจะตกลงมาให้ได้ชื่นชม
ใครหลายคน คอยให้กำลังใจว่า อ้วนนะไม่เกี่ยวกับความรัก ความจริงใจ ความดี ความเป็นสุภาพบุรุษ และความอะไรอีกสาระพัดความ แต่ตัวเราก็เฝ้าวนเวียนอยู่ถึงความอ้วน
คิดแต่ว่า คงไม่มีใครชอบคนอ้วน ไม่มีแน่ๆ ไม่มีอย่างที่สุด
คิดหมุนวนกลับไปกลับมา เป็นวัฏสงสารทางความคิด ที่ไม่รู้ว่าอะไรเป็นเหตุ อะไรเป็นผล
ขนาดคิดมากขนาดนั้น ไม่เชื่อตัวเองปานนั้น ยังอุตส่าห์ ริอ่านที่จะมีรัก…
เพียงเพื่อให้ รักนั่นจบลงด้วยความผิดหวัง ครั้งแล้วครั้งเล่า แล้วก็โยนความผิดให้กับความอ้วน จนกลายเป็นคนไร้ความมั่นใจในตัวเองไปเสียสิ้น
แน่นอน ทุกคนมีสิทธิที่จะรัก แต่คนที่ถูกเรารัก ก็มีสิทธิที่จะเลือก และใครๆก็อยากได้ทางเลือกที่ดีกว่า
และในสังคมคลั่งผอม ย่อมมีน้อยราย ที่จะเลือกคนอ้วน

ทั้งๆที่จริง ความรักไม่น่าจะแปรผกผันไปกับความหนาของเอว ไม่ได้ทำให้ทัศนคติเปลี่ยนเฉ ไม่ทำให้ใครเป็นคนดีคนร้าย ไม่ได้มีผลต่อความห่วงใยใฝ่ถนอม
แต่สุดท้าย กลับเป็นปัจจัยในการตัดสินในการเลือกที่จะรักใครสักคน
ดอกไม้ ถูกคัดเลือกจากสีสรรพรรณรายภายนอก โดยไม่คำนึงว่า เมื่อได้ดอมดมแล้ว มันจะหอมหรือจะเหม็นอย่างไร
เพียงแต่ว่า เมื่อดมแล้วหอม ก็ถนอมชื่นชูกันต่อไป แต่หากเหม็นแล้วไซร์ ก็ถูกทอดทิ้งไป เพราะมันไม่เหมือนดั่งในฝัน
ขณะที่ ดอกไม้ที่อาจจะหอมยิ่งกว่าดอกไม้ทั้งหมดที่ถูกเลือก แต่สีสรรไม่สวยบาดใจ ก็ถูกเมินทอดทิ้งไปอย่างน่าเสียดาย
มิใย ทำให้หลายๆคน บ้าคลั่งยามเมื่อเอวหนาขึ้น 1-2 นิ้ว กลัวว่ามันจะเป็นสาเหตุที่ทำให้ถูกทอดทิ้ง น่าเสียดาย ที่คนเหล่านั้น ใส่ใจกับสีสรรพรรณราย มากกว่าความหอม ที่มีเสน่ห์ล่ำลึกยิ่งกว่า
เราจะกล่าวโทษใครได้ เมื่อขนบของสังคมยอมรับว่า ความอ้วนคือความน่าเกลียด คนอ้วนคือผู้พ่ายแพ้ ทั้งๆที่คุณค่าของเขาอาจจะมากล้นพ้นทวี แต่ถูกมองข้ามไปอย่างน่าเสียดาย
แล้ว คนอ้วน ก็ต้องหามุมเหงาๆ อยู่คนเดียว อย่างเจียมเนื้อเจียมตัว

เมื่อสงสัยว่าเป็นมะเร็ง

เมื่อสงสัยว่าเป็นมะเร็ง
ปัจจุบันนี้เมื่อผู้ป่วยส่วนหนึ่งตรวจพบตัวเองว่ามีความผิดปกติ เช่น มีก้อนเนื้อหรือมีแผลเรื้อรังหรือได้รับการตรวจวินิจฉัยจากแพทย์ว่าอาจจะต้องมีการตรวจเพิ่มเติม เพื่อช่วยวินิจฉัยว่าเป็นโรคมะเร็งหรือไม่นั้น ได้สร้างความวิตกกังวลให้แก่ผู้ป่วยเป็นจำนวนมากค่ะ มีผู้ป่วยหลายคนถึงกับเลิกการตรวจเพิ่มเติมเนื่องจากความกลัว สิ่งเหล่านี้ทำให้การพบของโรคในระยะเริ่มแรกเป็นไปได้ยาก ดังนั้นเมื่อคุณสงสัยว่าเป็นมะเร็งสิ่งที่คุณควรกระทำก็คือ
1. ศึกษาความรู้เกี่ยวกับมะเร็งในระบบนั้น ๆ ค่ะ
2. มีความมั่นใจว่าอาจจะไม่ใช่มะเร็ง
3. เตรียมใจว่าเป็นมะเร็งจะทำอย่างไร

และเมื่อแพทย์นัดฟังผลการวินิจฉัยเพื่อเตรียมการรักษาใด ๆ ก็ตาม ข้อควรปฏิบัติที่สำคัญที่สุด คือ ควรพาญาติพี่น้องหรือเพื่อนสนิทไปด้วยค่ะ เพื่อช่วยกันฟังและเตรียมการในการรักษาให้ถูกต้อง แต่มีผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยที่ไม่ต้องการให้ญาติของตนเองทราบการวินิจฉัย ต้องการเก็บไว้เป็นความลับและบางครั้งญาติก็ไม่ต้องการให้ผู้ป่วยทราบการวินิจฉัย ซึ่งล้วนแล้วแต่ไม่ถูกต้องค่ะเพราะการรักษาโรคมะเร็งจำเป็นต้องมีความเข้าใจ ช่วยกันดูแลระหว่างแพทย์, ญาติผู้ป่วยและตัวผู้ป่วยเองค่ะ เพื่อจะได้เข้าใจสภาวะการณ์ของโรค จะได้ไม่วิตกกังวลจน เกินเหตุ ทั้งนี้ผู้ป่วยส่วนใหญ่เมื่อได้รับคำวินิจฉัยแล้วก็มักจะเกิดอาการวิตกกังวลมากค่ะ บางรายก็บอกว่าหูอื้อถึงกับฟังอะไรไม่ได้ยินอีกแล้ว มีความรู้สึกกังวลจนกระทั่งเดินออกจากห้องแพทย์ก็จำไม่ได้ว่าตัวเองจะต้องทำอย่างไรต่อไป บางรายก็ไม่ทราบพยากรณ์โรคของตัวเอง หรือไม่ทราบว่าโรคของตนเองอยู่ในระยะใด ทำให้เกิดความกังวลมากขึ้น และเป็นที่น่าแปลกใจค่ะว่า คนไทยเราส่วนใหญ่ไม่ค่อยกล้าที่จะถาม หรือแม้กระทั่งว่าได้รับการรักษาจนเสร็จสิ้นแล้ว เช่น ได้ รับการผ่าตัด, ได้รับยาเคมีบำบัดแล้วก็ยังไม่รู้ว่าตัวเองเป็นมะเร็งในระยะใด และหากยิ่งทราบความรุนแรงของโรคก็ยิ่งทำให้ผู้ป่วยรับสภาพไม่ได้มากยิ่งขึ้น
การบอกการวินิจฉัยโรคมะเร็งแก่ ผู้ป่วยโดยตรงเป็นเรื่องยาก เพราะผู้ป่วยมักจะยอมรับไม่ได้ การนำญาติไปด้วยและแพทย์ได้มีโอกาสคุยกับญาติพี่น้อง ก็จะเป็นการดีที่แพทย์จะได้บอกถึงสภาวะโรคที่เป็นจริงค่ะ ทั้งนี้เพราะการบอกข่าวการเป็นโรคมะเร็งจะทำให้ผู้ป่วยยอมรับสภาพไม่ได้ ในผู้ป่วยที่มีความพร้อมควรจะถามแพทย์ว่า ผู้ป่วยเป็นเนื้องอกชนิดไหน อยู่ในระยะใด มีการ แพร่กระจายไปที่อื่นด้วยหรือไม่ และมีโอกาสที่จะรักษาให้หายขาดได้หรือไม่ มีวิธีการรักษากี่วิธี ซึ่งผู้ป่วยมีสิทธิในการซักถามเกี่ยวกับวิธีการที่ใช้ในการรักษาที่มาตรฐาน หรือวิธีรักษาที่อยู่ในการวิจัย หรือวิธีที่คิดว่าน่าจะได้ผลมากกว่า และมีข้อดีข้อเสียอย่างไร โดยไม่ต้องกลัวหรืออายหรือเกรงว่าแพทย์จะไม่พอใจนะคะ ทั้งนี้เพราะจะเป็นประโยชน์สำหรับตัวผู้ป่วยเอง

ลดความอ้วนด้วยโปรตีน

ลดความอ้วนด้วยโปรตีน
การรับประทานอาหารแบบเน้นโปรตีน (High-protein diet)
เป็นที่รู้จักมานานแล้ว ในแวดวงนักกีฬาและการเพาะกาย
ก่อนที่คนทั่วไปจะรู้จักในชื่อของ ดร. แอตกิน (Atkin)
ว่าการทานอาหารแบบนี้ไม่เพียงจะช่วยในการเสริมสร้างกล้ามเนื้อ
แต่ยังช่วยลดสัดส่วนไขมันของร่างกายด้วย

มีการศึกษาจำนวนมากพบว่า การทานอาหารแบบเน้นโปรตีนมีผลเป็นนัยสำคัญกับการลดปริมาณไขมันสะสมในร่างกาย
ผลการวิจัยล่าสุดจากคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยวอชิงตัน เผยว่า
การทานอาหารแบบเน้นโปรตีนจะช่วยลดความอยากอาหาร
ส่งผลให้เราได้รับปริมาณแคลอรีลดลง
นักวิจัยให้ผู้เข้าร่วมการทดลองทานอาหารแบบเน้นโปรตีน
โดยมีโปรตีน 30% ของมื้ออาหาร และไม่จำกัดปริมาณแคลอรีที่กินในมื้อนั้นๆ
(แต่คงสัดส่วนของโปรตีนไว้ที่ 30%) ใช้เวลาทดลอง 12 สัปดาห์ (ประมาณ 3
เดือน) พบว่าผู้เข้าร่วมการทดลองได้รับพลังงานลดลงเฉลี่ยคนละ 450
แคลอรี/วัน ทำให้น้ำหนักลดลงหลายกิโล
และส่วนใหญ่จะเป็นน้ำหนักของไขมันที่สะสมในร่างกาย (bodyfat)

นอกจากนั้น การวิจัยอีกชิ้นจากฝรั่งเศสพบว่า โปรตีนจะช่วยกระตุ้นระบบการทำงานในร่างกายให้เพิ่มการผลิตกลูโคส จากนั้นกลูโคสจะเดินทางไปที่ตับ และกระตุ้นให้ร่างกายรู้สึกอิ่ม ก่อนจะส่งสัญญาณไปยังสมองว่าหยุดทานอาหารได้แล้ว

จากผลการวิจัยดังกล่าวสามารถสรุปได้
การทานอาหารแบบเน้นโปรตีนช่วยลดความอ้วนได้
ไม่ว่าสาเหตุจะมาจากสมองสั่งให้หยุดทานอาหารเร็วขึ้น
หรือการที่ร่างกายไปดึงไขมันสะสมออกมาใช้ hairby

อาหาร 3 หมู่หลัก ที่ช่วยให้พลังงาน

อาหาร 3 หมู่หลัก ที่ช่วยให้พลังงาน
ในแต่ละวันปริมาณของพลังงานขั้นต่ำสุด ที่ถือว่าเพียงพอต่อร่างกายผู้หญิงจะอยู่ที่ 25 แคลอรีต่อหนักหนักตัว 1 กิโลกรัม เพราะฉะนั้น ถ้าหากคุณมีน้ำหนักตัว 50 กิโลกรัม คุณควรจะได้รับพลังงานจากอาหาร 1,250 แคลอรี ซึ่งประเภทของอาหารที่ให้พลังงาน ได้แก่
อาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต เช่น ข้าว ข้าวโพด ขนมปัง เส้นก๋วยเตี๋ยวชนิดต่างๆ เผือก มันเทศ ฝรั่ง ผลไม้ที่มีแป้งและน้ำตาลสูง ฯลฯ โดยคาร์โบไฮเดรต 1 กรัมจะให้พลังงานแก่ร่างกาย 4 แคลอรี ตามปกติ คนเรามักจะรับประทานอาหารประเภทนี้เป็นหลัก อย่างไรก็ตาม ในแต่ละวันไม่ควรจะรับประทานคาร์โบเดรตมากเกินครึ่งของแคลอรี่ทั้งหมดที่ร่างกายต้องการ กล่าวคือ หากแบ่งอาหารที่ให้พลังงานทั้งหมดออกเป็น 6 ส่วนใน 3 ส่วน ควรจะเป็นคาร์โบไฮเดรต
อาหารประเภทโปรตีน ได้แก่ เนื้อสัตว์ต่างๆ ไข่ นม ถั่วชนิดต่างๆ ปริมาณของโปรตีน 1 กรัมจะให้พลังงาน 4 แคลอรี โปรตีนนับเป็นสารอาหารที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการเสริมสร้างความเจริญเติบโตของร่างกาย และช่วยแซมเซลล์ส่วนที่สึกหรอ ฉะนั้นในแต่ละวันจึงควรรับประทานอาหารประเภทนี้อย่างน้อย 2 ใน 6 ส่วนของปริมาณแคลอรีทั้งหมดที่ร่างกายต้องการ
อาหารประเภทไขมัน อย่างเช่น เนย น้ำมันพืช กะทิ และไขมัน สัตว์ต่างๆ ซึ่งล้วนแต่ให้พลังงานสูง ไขมันเพียง 1 กรัม จะให้พลังงานได้ถึง 9 แคลอรี ด้วยเหตุนี้ หากยังต้องการรักษาหุ่นดีๆ ให้อยู่กับคุณนานๆ จึงไม่ควรรับประทานอาหารประเภทนี้ มากเกิน 1 ใน 6 ส่วนของปริมาณแคลอรีทั้งหมด ที่ร่างกายต้องการ
วิตามินและแร่ธาตุที่สำคัญสำหรับผู้หญิง
นอกเหนือจากอาหาร 3 หมู่หลัก ที่ให้พลังงานแล้ว ร่างกายยังมีความต้องการวิตามิน และแร่ธาตุอื่นๆ อีกหลายชนิด ทั้งนี้วิตามิน และแร่ธาตุ ที่จำเป็นสำหรับสรีระร่างกายของผู้หญิงโดยเฉพาะ ได้แก่
โฟเลต ถ้าหากผู้หญิงได้รับวิตามินชนิดนี้น้อยเกินไป พวกเธอจะค่อยๆ เกิดอาการหงุดหงิด กระวนกระวาย และความจำไม่ดี หรือหลงลืมง่าย ยิ่งไปกว่านั้นโฟเลตยังมีความสำคัญต่อพัฒนาการของทารกในครรภ์อีกด้วย ฉะนั้น หญิงมีครรภ์จึงควรบำรุงโฟเลตเยอะๆ ซึ่งแหล่งอาหารที่อุดมด้วยโฟเลตก็คือ ผักสดชนิดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ผักกาดขาว ผักกาดแก้ว คะน้า กวางตุ้ง ใบโหระพา หรือพืชผักในตระกูลถั่ว เช่น ถั่วฝักยาว ถั่วลันเตา ถั่วเขียว นอกจากนั้นเนื้อสัตว์ ตับ นม และเนยแข็งก็มีโฟเลตอยู่มากพอสมควร
อย่างไรก็ดีโมเลกุลของโฟเลตเป็นอะไรที่สูญสลายได้ง่าย แค่คุณประกอบอาหารดังกล่าวด้วยความร้อนสูงเพียง 45 องศา อาหารนั้นก็แทบจะไม่เหลือโฟเลตให้คุณอีกเลย ฉะนั้นหากต้องการให้ได้คุณค่าของโฟเลตอย่างเต็มที่ ก็ควรจะรับประทานแบบสดๆ หรือพยายามให้อาหารผ่านความร้อนน้อยที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกพืชผัก ซึ่งมีผักอยู่หลายชนิดที่เราสามารถนำมารับประทานทั้งที่ยังสดๆ ได้อย่างปลอดภัย แต่สำหรับเนื้อสัตว์ และตับนั้น ห้ามนำมารับประทานแบบดิบๆ อย่างเด็ดขาด
เหล็ก สารอาหารที่จำเป็นต่อการช่วยบำรุงเซลล์เม็ดเลือด ให้มีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง สามารถลำเลียงออกซิเจนไปหล่อเลี้ยงเซลล์ต่างๆ ทั่วร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพ และที่สำคัญสำหรับความเป็นหญิง ผู้ซึ่งต้องสูญเสียเลือด และมีการผลิตเลือดใหม่ในทุกรอบเดือน ยิ่งทำให้ร่างกายไม่อาจขาดธาตุเหล็กได้ แหล่งอาหารที่มีธาตุเหล็กสูง ได้แก่ เนื้อสัตว์ ตับ ไข่แดง ผักใบเขียว ถั่วเหลือง และพืชตระกูลถั่ว อย่างไรตามธาตุเหล็กจะสามารถดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้ดีขึ้น หากได้วิตามินซีเข้ามาช่วย
แคลเซียม แร่ธาตุที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับความแข็งแรงของกระดูก และฟัน เป็นสารอาหารสำคัญอีกตัวหนึ่ง ที่ผู้หญิงไม่ควรขาด เพราะร่างกายของเพศหญิงโดยเฉพาะในวัยที่หมดประจำเดือนไปแล้ว จะมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคกระดูกพรุนได้สูงกว่าชาย ทั้งนี้เป็นผลมาจากการลดลงของฮอร์โมนเอสโตรเจน ทำให้การดูดซึมแคลเซียมเป็นไปได้ยาก แหล่งอาหารที่อุดมด้วยแคลเซียม ซึ่งหลายคนต่างก็รู้ดีว่ามีมากก็คือ นม นอกจากนี้ในพืชผักใบเขียวหลายชนิดอย่าง คะน้า ผักกระเฉด ยอดแค ผักขม ก็เพียบพร้อมไปด้วยแคลเซียมสูง ไม่แพ้นมเช่นกัน
แมกนีเซียม เป็นธาตุอาหารที่มีประโยชน์ต่อการช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงให้แก่กระดูก และฟันอีกตัวหนึ่งโดยจะเข้าไปช่วยทำหน้าที่ควบคุมปริมาณแคลเซียมให้พอเพียงกับร่างกายอย่างสม่ำเสมอ อีกทั้งยังมีส่วนช่วยควบคุมระบบการทำงานของประสาท ที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวของร่างกายด้วย แหล่งของอาหารที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวของร่างกาย ที่มีแมกนีเซียมอยู่มาก ได้แก่ ขนมปังโฮลวีต สาหร่าย กล้วย และผักใบเขียวต่างๆ

รูปแบบของไคโตซานที่ผลิตขึ้นมาจำหน่ายในขณะนี้มี 4 รูปแบบ ได้แก่

รูปแบบของไคโตซานที่ผลิตขึ้นมาจำหน่ายในขณะนี้มี 4 รูปแบบ ได้แก่
1. ไคโตซานที่เป็นเกล็ดหรือแผ่นบางเล็กๆ (flake)
2. ไคโตซานที่เป็นผงละเอียดคล้ายแป้ง (micromilled powder)
3. ไคโตซานในรูปแบบสารละลายเป็นของเหลวหนืด (solutions) ซึ่งความเข้มข้นอาจจะแตกต่างกันไปตาม ความต้องการของผู้สั่งซื้อ
4. ไคโตซานที่อยู่ในรูปเม็ดจิ๋วขนาดประมาณ 300-500 ไมโครเมตร (bead)
ผลิตภัณฑ์ไคโตซานที่อยู่ในรูป flake , powder , bead นั้นหากเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพสูงจะต้องมีความชื้นต่ำมากคือไม่เกิน 5-10 เปอร์เซ็นต์ หากความชื้นสูงกว่านี้ก็อาจจะทำให้เกิดเชื้อราหรือมีสิ่งปนเปื้อนอื่นๆเข้าไปปะปนอยู่ทำให้คุณภาพด้อยลง หรืออาจจะเกิดความเป็นพิษ เนื่องจากเชื้อรา เชื้อแบคทีเรียหรือสิ่งปนเปื้อนนั้นๆผลิตสารพิษออกมา ความเป็นไปได้ที่จะเกิดการปนเปื้อนของสิ่งไม่พึงประสงค์ในไคโตซานนั้น เนื่องจากวัตถุดิบที่นำมาสกัดนั่นเอง

ปัจจุบันการผลิตสารไคตินและไคโตซานจากเปลือกกุ้งทำโดยการใช้สารเคมีได้แก่ด่างและกรดโดยมีหลักการที่สำคัญคือ
1. กระบวนการกำจัดโปรตีน (deproteination) โดยการทำปฏิกิริยากับด่าง ซึ่งส่วนใหญ่ใช้โซดาไฟ (NaOH) ในกระบวนการนี้โปรตีนส่วนใหญ่จะถูกขจัดออกไปจากวัตถุดิบพร้อมกันนี้บางส่วนของไขมันและรงควัตถุบางชนิดมีโอกาสถูกขจัดออกไปด้วย การพิจารณาใช้กระะบวนการนี้จะขึ้นอยู่กับประเภทของวัตถุดิบที่จะนำมาใช้
2. กระบวนการกำจัดเกลือแร่ (demineralization) โดยการนำวัตถุดิบที่ผ่าน กระบวนการกำจัดโปรตีนมาแล้ว มาทำปฏิกิริยากับกรดซึ่งส่วนมากใช้กรดเกลือ (HCL) ทำให้เกลือแร่ส่วนใหญ่ ได้แก่ หินปูน (calcium carbonate, CaCO3) ซึ่งจะถูกกำจัดออกไปโดยเปลี่ยนไปเป็นก๊าซ (chitin)
3. กระบวนการกำจัดหรือลดหมู่อะซีติล (deacetylation) เป็นการเปลี่ยนแปลงทางเคมีที่ใช้ในการกำจัดหรือลดหมู่อะซีติล (CH3CO-) ที่มีอยู่บนโมเลกุลของไคติน เพื่อให้เกิดเป็นไคโตซาน(chitosan) ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นของหมู่อะมิโน (-NH2) บนโมเลกุลของไคตินและหมู่อะมิโนนี้มีความสามารถในการรับโปรตอนจากสารละลายซึ่งช่วยให้การละลายดีขึ้น เพราะมีสมบัติเป็นประจุบวก (Cation) ส่วนใหญ่เมื่อปริมาณของหมู่อะซีติล ถูกกำจัดไปมากกว่า 60% ขึ้นไป สารไคโตซานที่ได้สามารถละลายได้ในกรดอินทรีย์หลายชนิด การลดหมู่อะซีติลกระทำได้โดยใช้ด่างที่เข้มข้นสูงตั้งแต่ 40% ขึ้นไป ดังนั้นพารามิเตอร์ที่สำคัญในการพิจารณาสารไคโตซานก็คือค่าระดับการกำจัดหมู่อะซีติล (degree of deacetylation , %DD)
ไคโตซานได้จากปฏิกิริยาการกำจัดหมู่อะซีติล (deacetylation) ของไคตินซึ่งก็คือ พอลิเมอร์ของ(1-4)-2 amino-2 deoxy- b – D-glucan หรือเรียกง่ายๆว่าพอลิเมอร์ของ (glucosamine) การเกิดไคโตซานนั้นขึ้นอยู่กับปริมาณของการเกิดปฏิกิริยาการกำจัดหมู่อะซีติล (deacetylation ) ซึ่งวัดจากค่าระดับการกำจัดหมู่อะซีติล (degree of deacetylation) การทำปฏิกิริยาการกำจัดหมู่อะซีติล คิดเป็นหน่วยร้อยละ (percentage of degree of deacetylation , %DD) กล่าวคือถ้า %DD เกินกว่า 50% ขึ้นไปแล้วสามารถใช้พอลิเมอร์นั้นทำให้เกิดอนุพันธ์ที่ละลายในกรดอินทรีย์ได้ หรืออาจกล่าวได้ว่าการลดลงของหมู่อะซีติลในไคติน (chitin regenerated) ผลที่ได้คือ การเพิ่มหมู่อะมิโน ซึ่งเป็นการเพิ่มสมบัติการเป็นสารที่มีประจุเป็นบวก (polycationic activity) บนพอลิเมอร์ทำให้เกิดสภาพของการเป็นไคโตซานเพิ่มขึ้น (chitosan generation) เพราะฉะนั้นโครงสร้างของไคโตซานต่างจากไคตินตรงหน่วยที่เป็น glucosamine ในสายพอลิเมอร์เพิ่มมากเกินกว่า 50% ขึ้นไปนั่นเอง
ในอุตสาหกรรมปัจจุบันการผลิตสารไคตินและคโตซานจากเปลือกกุ้งโดยการใช้เคมีสารได้แก่ ด่างและกรด

Powered by WordPress